ลิงใจดีเปลี๋ยนไป๋!! ขอวิเคราะห์ข่าว IT ดูบ้าง ^-^
ช่วงนี้เหมือนอยู่ในช่วงกลียุคของ IT การแข่งขันที่รุนแรง ทำให้มีการเกิด และตาย สำหรับหลายๆเทคโนโลยี
หลังจากที่รับข้อมูลพอสมควร ทำให้อยากจะเรียบเรียงสำหรับทำความเข้าใจเอง และสำหรับผู้ที่สนใจ
จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
ปล.เอาน่ะ นานๆทีขอเข้าเรื่องเทคโนโลยีสัก week แก้เบื่อเนอะ
Hardware
นวัตกรรมสำหรับ Hardware นั้นมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรเช่น Trend ของ Notebook ที่ผู้ใช้เริ่มหาเครื่องที่ 2
การสร้างสินค้าสมัยนี้ ไม่ได้มองจากวิศวกรรม หรือเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่มองจาก "ตลาด" ว่าตลาดต้องการอะไร
แล้วจึงผลักดันวิศวกร และ designer ให้ทำงานออกมารองรับตลาดเป็นสำคัญ ดังนั้น ส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้
ควบคู่ไปกับสายการผลิตสินค้า คือ "ข้อมูล" ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการตลาด หรือข้อมูล CRM (Customer
Relation Management) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด Mac Air (Notebook ตัวบาง) ไม่ถึง 1 นิ้ว แต่ Mac ได้ตัด
ช่องใส่ Dics ออกไปเพื่อลดขนาดให้ได้ความบางที่ต้องการ กระแสหนึ่งก็มองว่าเป็นการทำไปเพื่อป้อนขาย
CD / DVD External (เสียบใช้ผ่าน USB) ส่วนอีกกระแสก็ว่ามันไม่จำเป็น เหมือนในอดีตที่ Mac เคยเป็นเจ้าแรก
ในการตัดช่อง Floppy Disc (Drive A) ออกไปจากเครื่อง ซึ่งสมัยนั้นก็โดนต่อว่า แต่ปัจจุบัน ใครกันที่ใช้มัน?
ขณะเดียวกัน Lenovo หลังจากซื้อ IBM มาก็ยังมีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
งานนี้ Lenovo ลงมาเล่นกับ Mac ด้วยการเข็น X300 ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คตัวบาง แต่มีช่องเล่น Disc มาด้วย
ราคาของ Mac Air นั้นอยู่ที่ 6 หมื่นปลายๆ ส่วน x300 อยู่ที่ใกล้ๆแสน แต่ทั้งนี้การแข่งขันด้านนวัตกรรม
ไม่ใช่แค่การแย่งลูกค้าในลักษณะ End User แต่มุมหนึ่งของการแข่งขันคือการ ประชาสัมพันธ์องค์กร
รวมถึงหลังแถลงข่าวนวัตกรรม สิ่งที่ตามคือมูลค่าของหุ้นที่จะสูงขึ้นมาอีกระรอก

X300 ของ Lenevo และ Mac book Air ของ Apple
ส่วน Hardware ระดับ server นั้นยังไม่หวือหวา สิ่งที่ต้องดูสำหรับตลาด server คงอยู่ที่หลังการพัฒนา
PCU ใหม่ๆออกมา แต่ตอนนี้ก็มีการเคลื่อนไหวของ ตลาด Hardisk พอสมควร เนื่องจากขนาดของ Hardisk นั้น
ได้กระโดดไปหลักเทราไบท์ (*1000 gig โดยประมาณ) ตั้งแต่ไก่โห่แล้ว ปัจจุบัน HD. ขนาดนี้ถูกนำมาทำตลาด
สำหรับ HomeUser แล้วด้วยซ้ำ สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ราคาที่ลดลง และคุณภาพที่เพิ่มขึ้นนับเป็นเรื่องดี แต่ทั้งนี้
เราก็ต้องการ Software สำหรับดูแลมันมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมช่วย Scan หรือ Defragment
ซึ่งเป็นสิ่งที่ Windows ยังทำได้ไม่ดีนัก
สื่อบันทึกข้อมูล
นอกจากนี้ สื่อบันทึกข้อมูลชนิดใหม่ๆ ที่กำลังดาหน้ากันลดราคาและเพิ่มความจุก็ทำสงครามกันอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันเราสามารถหาซื้อ ทรัมไดว์ (หรือ handy drive ฯลฯ) ขนาด 1 gig ได้ในราคาไม่ถึง 200 บาท
อย่างไรก็ดี เราควรตรวจสอบมาตรฐานการส่งข้อมูลตามมา เช่นมาตรฐานของ USB ที่มี 2 version
แน่นอน เราคงรอจนลืมไปเลยหากการส่งข้อมูลระดับ USB 1 มาป้วนเป้ยนในสื่อที่มีความจุขนาดนั้น
อีกกระแสหนึ่งคือ SSD (Solid State Drive) ซึ่งอีกหน่อยเราคงจะได้ยินชื่อมันหนาหูขึ้น SSD คือสื่อเก็บข้อมูล
เหมือน Hardisk แต่ใช้หน่วยความจำของ Flash Memory

เราต้องเข้าใจก่อนว่า Hardisk นั้นหากเรานำไปเควี้ยงให้พังจะพบว่ามันคือเคสเหล็กหนาๆ ที่ประกบจานกลมๆ หน้าตาเหมือนแผ่น CD เอาไว้ข้างใน การทำงานนั้นข้อมูล จะถูกบันทึกลงเจ้าจานกลมๆนี้ และมีเข็มอ่านข้อมูล

อัตราการหมุนต่อนาทีก็อยู่ที่ 7200 รอบ(PC) หรือ 5400 รอบ สำหรับโน๊ตบุ๊ค ความที่หมุนช้าลงทำให้กินไฟน้อย ดังนั้นเราจึงใช้โน๊ตบุ๊คแบบไม่รู้สึกปุ๊ปปั๊บเหมือน PC ตรงนี้คือข้อดี (เก็บข้อมูลได้เยอะ) และข้อเสียคือ กินไฟมาก
และทำให้ต้องมีขนาดใหญ่ แต่ Flash memory นั้น จะทำให้เราเข้าถึงข้อมุลได้เร็วขึ้น และด้วยขนาดที่เล็กลง
ปัจจุบันความจุของ SSD ยังไม่มากเท่า HD แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ใช้มันสำหรับ iPod หรือ เครื่องเล่นพกพา
แบบต่างๆ และปัจจุบัน ASUS ได้ผลิต Computer ที่เป็น Sub Notebook (ตัวสำรองโน๊ตบุคอีกที่ เหมือนที่
Notebook เคยเป็น Sub Pernal Computer สำหรับPC) โดยใช้ SSD เป็นสื่อเก็บข้อมูลหลักของเครื่องไปแล้ว
SUB Notebook
SUB Notebook นั้นชัดเจนขึ้นเมื่อ ASUS ได้เป็นผู้เปิดตลาด โดยนำ EEEPC (Easy to Learn, Easy to Work,
Easy to Play) ออกมาวางจำหน่าย

EEEPC ราคาเพียง 9,500-12,700 บาท
แม้ว่าจุดประสงค์ของมันคือการผลิตเครื่องในราคาถูก และใช้สำหรับการ
เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก เพื่อลดช่องว่าง สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง
หรือโดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่น่าจะมีคอมพิวเตอร์สักตัวสำหรับเริ่มต้น แต่ปัจจุบัน มันได้มาไกลจากเป้าหมาย
พอสมควร นั่นก็เพราะการใช้งานของมันได้เข้าเหลื่อมล้ำกับ UMPC (Ultra-Mobile PC)

UMPC ที่โดยทั่วไปสนนราคาตั้งแต่ 4 หมื่น up
หรือ คอมพิวเตอร์พกพา เข้าไปทุกที แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่า (EEEPC ราคาอยู่ที่ 9,500-12,700) ทำให้
EEEPC กลายเป็นสินค้าขายดี และมาแรงขนาดนี้ สำหรับ EEEPC นั้น มีขนาดหน้าจอเพียง 7 นิ้ว และตอนนี้
ASUS กำลังเตรียมต่อยอด สินค้าชิ้นนี้ด้วย SSD ที่จุมากกว่าเดิม แรมที่มากขึ้น ขนาดจอใหญ่ขึ้น (8.9 นิ้ว)
และผู้ผลิตรายอื่นๆ กำลังอิจฉากันตาร้อนๆ เนื่องจาก ASUS มีฐานการผลิตเมนบอร์ด และ Notebook มากก่อน
ทำให้สามารถทำตลาดสินค้าได้ในราคาถูก และกำลังจะยึดหัวหาดเป็นเจ้าตลาดนี้ก่อนที่คู่แข่งจะได้ไหวตัว
จริงๆการที่ ASUS ทำตลาด SUB NOTEBOOK นั้น มีความหมายพอสมควร อย่างแรก คือ สื่อบันทึกข้อมูล SSD
จะกลายเป็นสื่อหลัก ที่ถูกพัฒนาอย่างเร็วขึ้น และเกิดการแข่งขันกัน เหมือนที่เคยเกิดกับ Hardisk และ สอง
ตลาดใหม่นี้จะไม่ไปเบียดตลาดโน๊ตบุ๊คที่เติบโตแบบถดถอยเหมือน PC ในปัจจุบัน (ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่ง
มีลูกคาน้อยลง) เพราะ SUB NOTEBOOK นั้น ยังไม่เพียงพอจะเป็น Notebook ตัวหลัก แต่อย่างไรก็ตาม
ไม่ใช่ผมแน่ ที่อยากแบกเครื่อง 3 กิโลไปไหนมาไหนด้วยทุกที แต่คงไม่แน่ หากเป็น SUB NOTEBOOK
ที่มีขนาดเพียง 8 ขีด
ข้อสาม การที่ ASUS ทำตลาด Hardware ได้ราคาถูก ส่วนหนึ่งเพราะได้พัฒนา OS (Operating System)
Linux XANDROS ขึ้นมาสำหรับสินค้าของตัวเอง (แม้จะเป็นการพัฒนาของ XANDROS CORPORATION)
นัยยะของการให้ Linux ไปนั้น อาจจะไม่มีความหมายเท่าไรในบ้านเรา (เพราะมี Windows 100 บ. -_-')
แต่การเผยแพร่ Linux Debain เวอร์ชั่นนี้ น่าจะมีผลกับเด็กๆ หรือผู้ใช้ที่จะต้องใช้ Linux จริงๆ
ซึ่งมันมีความหมายมากสำหรับสังคม Opensource และเชื่อได้ว่า อีกไม่นานจะต้องมี WIndows Mini Version
อย่างเป็นทางการออกมาอย่างแน่นอน
ข้อสุดท้าย ทำไม ASUS กล้าเข็น SUB NOTEBOOK ที่ความจุเพียง 2 gig, 4gig และ 8 gig ออกสู่ตลาด
แน่นอน EEEPC มี ช่องเสีย USB ให้ถึง 3 ช่อง มันมากพอสำหรับ ทรัมไดว์ และยังไม่รวมช่อง Card Reader
สำหรับเสียบการ์ดเพิ่มขนาดอย่างถาวรได้อีกช่อง .. แต่หากมองดีๆ มันย่อมไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานของ
หลายๆคน แต่ปัจจุบันอย่าลืมว่า Life Style ของ User ในต่างประเทศนั้น มีแนวโน้มที่จะใช้งาน Application
จาก Server มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ E-mail เช่นของ Gmail หรือ Hotmail ที่พึ่งเพิ่มขนาดเป็น 4 gig
โดย concept ว่าไม่ต้องลบ e-mail ไปเลยตลอดชีวิต -_-' , ส่วนการเก็บข้อมูลนั้น เว็บไซต์หลายๆเว็บ
ให้บริการฝากไฟล์ไว้ จนแทบจะเหมือนเป็น HD จริงๆ (ไม่รวมการตั้ง Server เองของผู้ใช้ ที่เป็นที่นิยมใน
ต่างประเทศ) รวมถึงอีกสิ่งที่หนึ่งยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟกำลังขวัญผวาอยู่ นั้นคือการใช้โปรแกรม Office
ผ่าน Internet โดยผู้ให้บริการหลายๆเจ้า โดยที่หนึ่งในนั้นคือ Google เมื่อถึงจุดที่ Internet ความเร็วสูง
สามารถถูกเข้าถึงได้โดยทั่วกัน วันที่เครื่อง User จะถูกติดตั้งเพียง OS (คล้ายระบบเครื่องเมนเฟรมรวมศูนย์
แบบเ่ก่า) และสามารถเรียกใช้ Application ผ่านเครือข่ายเป็นหลัก ประโยชน์อะไรที่เราจะต้องเสียเงินสำหรับ
Microsoft office อีกต่อไป
ปัจจุบัน google ได้พัฒนาโปรแกรมออฟฟิศให้ใช้งาน Online ได้เกือบทั้งหมดแล้ว (รายละเอียดเพิ่มเติม)
อย่าลืมว่า Google เป็นองค์กรที่ใช้ Java ได้อย่างเซียน ดูอย่าง เทคโนโลยี Ajax ที่อยู่ใน Google map
(หรือใน Exteen นี้ก็ตาม)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผมพึ่งย้อนขึ้นไปดู เขียนมายาวมากเลย -_-' นี่ว่าจะเขียนถึงอินเตอร์เน็ตและ Os มือถืออย่าง Android ยังไม่ได้เขียนเลย เรื่องมันเยอะจริงๆ เอาไว้ยกหน้าละกัน แหะๆ ^-^'
ขอบคุณหลายๆภาพจาก wikipedia และจากหลายๆเว็บครับ
ช่วงนี้เหมือนอยู่ในช่วงกลียุคของ IT การแข่งขันที่รุนแรง ทำให้มีการเกิด และตาย สำหรับหลายๆเทคโนโลยี
หลังจากที่รับข้อมูลพอสมควร ทำให้อยากจะเรียบเรียงสำหรับทำความเข้าใจเอง และสำหรับผู้ที่สนใจ
จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
ปล.เอาน่ะ นานๆทีขอเข้าเรื่องเทคโนโลยีสัก week แก้เบื่อเนอะ
Hardware
นวัตกรรมสำหรับ Hardware นั้นมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรเช่น Trend ของ Notebook ที่ผู้ใช้เริ่มหาเครื่องที่ 2
การสร้างสินค้าสมัยนี้ ไม่ได้มองจากวิศวกรรม หรือเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่มองจาก "ตลาด" ว่าตลาดต้องการอะไร
แล้วจึงผลักดันวิศวกร และ designer ให้ทำงานออกมารองรับตลาดเป็นสำคัญ ดังนั้น ส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้
ควบคู่ไปกับสายการผลิตสินค้า คือ "ข้อมูล" ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการตลาด หรือข้อมูล CRM (Customer
Relation Management) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด Mac Air (Notebook ตัวบาง) ไม่ถึง 1 นิ้ว แต่ Mac ได้ตัด
ช่องใส่ Dics ออกไปเพื่อลดขนาดให้ได้ความบางที่ต้องการ กระแสหนึ่งก็มองว่าเป็นการทำไปเพื่อป้อนขาย
CD / DVD External (เสียบใช้ผ่าน USB) ส่วนอีกกระแสก็ว่ามันไม่จำเป็น เหมือนในอดีตที่ Mac เคยเป็นเจ้าแรก
ในการตัดช่อง Floppy Disc (Drive A) ออกไปจากเครื่อง ซึ่งสมัยนั้นก็โดนต่อว่า แต่ปัจจุบัน ใครกันที่ใช้มัน?
ขณะเดียวกัน Lenovo หลังจากซื้อ IBM มาก็ยังมีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
งานนี้ Lenovo ลงมาเล่นกับ Mac ด้วยการเข็น X300 ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คตัวบาง แต่มีช่องเล่น Disc มาด้วย
ราคาของ Mac Air นั้นอยู่ที่ 6 หมื่นปลายๆ ส่วน x300 อยู่ที่ใกล้ๆแสน แต่ทั้งนี้การแข่งขันด้านนวัตกรรม
ไม่ใช่แค่การแย่งลูกค้าในลักษณะ End User แต่มุมหนึ่งของการแข่งขันคือการ ประชาสัมพันธ์องค์กร
รวมถึงหลังแถลงข่าวนวัตกรรม สิ่งที่ตามคือมูลค่าของหุ้นที่จะสูงขึ้นมาอีกระรอก

X300 ของ Lenevo และ Mac book Air ของ Apple
ส่วน Hardware ระดับ server นั้นยังไม่หวือหวา สิ่งที่ต้องดูสำหรับตลาด server คงอยู่ที่หลังการพัฒนา
PCU ใหม่ๆออกมา แต่ตอนนี้ก็มีการเคลื่อนไหวของ ตลาด Hardisk พอสมควร เนื่องจากขนาดของ Hardisk นั้น
ได้กระโดดไปหลักเทราไบท์ (*1000 gig โดยประมาณ) ตั้งแต่ไก่โห่แล้ว ปัจจุบัน HD. ขนาดนี้ถูกนำมาทำตลาด
สำหรับ HomeUser แล้วด้วยซ้ำ สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ราคาที่ลดลง และคุณภาพที่เพิ่มขึ้นนับเป็นเรื่องดี แต่ทั้งนี้
เราก็ต้องการ Software สำหรับดูแลมันมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมช่วย Scan หรือ Defragment
ซึ่งเป็นสิ่งที่ Windows ยังทำได้ไม่ดีนัก
สื่อบันทึกข้อมูล
นอกจากนี้ สื่อบันทึกข้อมูลชนิดใหม่ๆ ที่กำลังดาหน้ากันลดราคาและเพิ่มความจุก็ทำสงครามกันอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันเราสามารถหาซื้อ ทรัมไดว์ (หรือ handy drive ฯลฯ) ขนาด 1 gig ได้ในราคาไม่ถึง 200 บาท
อย่างไรก็ดี เราควรตรวจสอบมาตรฐานการส่งข้อมูลตามมา เช่นมาตรฐานของ USB ที่มี 2 version
แน่นอน เราคงรอจนลืมไปเลยหากการส่งข้อมูลระดับ USB 1 มาป้วนเป้ยนในสื่อที่มีความจุขนาดนั้น
อีกกระแสหนึ่งคือ SSD (Solid State Drive) ซึ่งอีกหน่อยเราคงจะได้ยินชื่อมันหนาหูขึ้น SSD คือสื่อเก็บข้อมูล
เหมือน Hardisk แต่ใช้หน่วยความจำของ Flash Memory
เราต้องเข้าใจก่อนว่า Hardisk นั้นหากเรานำไปเควี้ยงให้พังจะพบว่ามันคือเคสเหล็กหนาๆ ที่ประกบจานกลมๆ หน้าตาเหมือนแผ่น CD เอาไว้ข้างใน การทำงานนั้นข้อมูล จะถูกบันทึกลงเจ้าจานกลมๆนี้ และมีเข็มอ่านข้อมูล

อัตราการหมุนต่อนาทีก็อยู่ที่ 7200 รอบ(PC) หรือ 5400 รอบ สำหรับโน๊ตบุ๊ค ความที่หมุนช้าลงทำให้กินไฟน้อย ดังนั้นเราจึงใช้โน๊ตบุ๊คแบบไม่รู้สึกปุ๊ปปั๊บเหมือน PC ตรงนี้คือข้อดี (เก็บข้อมูลได้เยอะ) และข้อเสียคือ กินไฟมาก
และทำให้ต้องมีขนาดใหญ่ แต่ Flash memory นั้น จะทำให้เราเข้าถึงข้อมุลได้เร็วขึ้น และด้วยขนาดที่เล็กลง
ปัจจุบันความจุของ SSD ยังไม่มากเท่า HD แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ใช้มันสำหรับ iPod หรือ เครื่องเล่นพกพา
แบบต่างๆ และปัจจุบัน ASUS ได้ผลิต Computer ที่เป็น Sub Notebook (ตัวสำรองโน๊ตบุคอีกที่ เหมือนที่
Notebook เคยเป็น Sub Pernal Computer สำหรับPC) โดยใช้ SSD เป็นสื่อเก็บข้อมูลหลักของเครื่องไปแล้ว
SUB Notebook
SUB Notebook นั้นชัดเจนขึ้นเมื่อ ASUS ได้เป็นผู้เปิดตลาด โดยนำ EEEPC (Easy to Learn, Easy to Work,
Easy to Play) ออกมาวางจำหน่าย
EEEPC ราคาเพียง 9,500-12,700 บาท
แม้ว่าจุดประสงค์ของมันคือการผลิตเครื่องในราคาถูก และใช้สำหรับการ
เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก เพื่อลดช่องว่าง สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง
หรือโดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่น่าจะมีคอมพิวเตอร์สักตัวสำหรับเริ่มต้น แต่ปัจจุบัน มันได้มาไกลจากเป้าหมาย
พอสมควร นั่นก็เพราะการใช้งานของมันได้เข้าเหลื่อมล้ำกับ UMPC (Ultra-Mobile PC)

UMPC ที่โดยทั่วไปสนนราคาตั้งแต่ 4 หมื่น up
หรือ คอมพิวเตอร์พกพา เข้าไปทุกที แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่า (EEEPC ราคาอยู่ที่ 9,500-12,700) ทำให้
EEEPC กลายเป็นสินค้าขายดี และมาแรงขนาดนี้ สำหรับ EEEPC นั้น มีขนาดหน้าจอเพียง 7 นิ้ว และตอนนี้
ASUS กำลังเตรียมต่อยอด สินค้าชิ้นนี้ด้วย SSD ที่จุมากกว่าเดิม แรมที่มากขึ้น ขนาดจอใหญ่ขึ้น (8.9 นิ้ว)
และผู้ผลิตรายอื่นๆ กำลังอิจฉากันตาร้อนๆ เนื่องจาก ASUS มีฐานการผลิตเมนบอร์ด และ Notebook มากก่อน
ทำให้สามารถทำตลาดสินค้าได้ในราคาถูก และกำลังจะยึดหัวหาดเป็นเจ้าตลาดนี้ก่อนที่คู่แข่งจะได้ไหวตัว
จริงๆการที่ ASUS ทำตลาด SUB NOTEBOOK นั้น มีความหมายพอสมควร อย่างแรก คือ สื่อบันทึกข้อมูล SSD
จะกลายเป็นสื่อหลัก ที่ถูกพัฒนาอย่างเร็วขึ้น และเกิดการแข่งขันกัน เหมือนที่เคยเกิดกับ Hardisk และ สอง
ตลาดใหม่นี้จะไม่ไปเบียดตลาดโน๊ตบุ๊คที่เติบโตแบบถดถอยเหมือน PC ในปัจจุบัน (ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่ง
มีลูกคาน้อยลง) เพราะ SUB NOTEBOOK นั้น ยังไม่เพียงพอจะเป็น Notebook ตัวหลัก แต่อย่างไรก็ตาม
ไม่ใช่ผมแน่ ที่อยากแบกเครื่อง 3 กิโลไปไหนมาไหนด้วยทุกที แต่คงไม่แน่ หากเป็น SUB NOTEBOOK
ที่มีขนาดเพียง 8 ขีด
ข้อสาม การที่ ASUS ทำตลาด Hardware ได้ราคาถูก ส่วนหนึ่งเพราะได้พัฒนา OS (Operating System)
Linux XANDROS ขึ้นมาสำหรับสินค้าของตัวเอง (แม้จะเป็นการพัฒนาของ XANDROS CORPORATION)
นัยยะของการให้ Linux ไปนั้น อาจจะไม่มีความหมายเท่าไรในบ้านเรา (เพราะมี Windows 100 บ. -_-')
แต่การเผยแพร่ Linux Debain เวอร์ชั่นนี้ น่าจะมีผลกับเด็กๆ หรือผู้ใช้ที่จะต้องใช้ Linux จริงๆ
ซึ่งมันมีความหมายมากสำหรับสังคม Opensource และเชื่อได้ว่า อีกไม่นานจะต้องมี WIndows Mini Version
อย่างเป็นทางการออกมาอย่างแน่นอน
ข้อสุดท้าย ทำไม ASUS กล้าเข็น SUB NOTEBOOK ที่ความจุเพียง 2 gig, 4gig และ 8 gig ออกสู่ตลาด
แน่นอน EEEPC มี ช่องเสีย USB ให้ถึง 3 ช่อง มันมากพอสำหรับ ทรัมไดว์ และยังไม่รวมช่อง Card Reader
สำหรับเสียบการ์ดเพิ่มขนาดอย่างถาวรได้อีกช่อง .. แต่หากมองดีๆ มันย่อมไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานของ
หลายๆคน แต่ปัจจุบันอย่าลืมว่า Life Style ของ User ในต่างประเทศนั้น มีแนวโน้มที่จะใช้งาน Application
จาก Server มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ E-mail เช่นของ Gmail หรือ Hotmail ที่พึ่งเพิ่มขนาดเป็น 4 gig
โดย concept ว่าไม่ต้องลบ e-mail ไปเลยตลอดชีวิต -_-' , ส่วนการเก็บข้อมูลนั้น เว็บไซต์หลายๆเว็บ
ให้บริการฝากไฟล์ไว้ จนแทบจะเหมือนเป็น HD จริงๆ (ไม่รวมการตั้ง Server เองของผู้ใช้ ที่เป็นที่นิยมใน
ต่างประเทศ) รวมถึงอีกสิ่งที่หนึ่งยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟกำลังขวัญผวาอยู่ นั้นคือการใช้โปรแกรม Office
ผ่าน Internet โดยผู้ให้บริการหลายๆเจ้า โดยที่หนึ่งในนั้นคือ Google เมื่อถึงจุดที่ Internet ความเร็วสูง
สามารถถูกเข้าถึงได้โดยทั่วกัน วันที่เครื่อง User จะถูกติดตั้งเพียง OS (คล้ายระบบเครื่องเมนเฟรมรวมศูนย์
แบบเ่ก่า) และสามารถเรียกใช้ Application ผ่านเครือข่ายเป็นหลัก ประโยชน์อะไรที่เราจะต้องเสียเงินสำหรับ
Microsoft office อีกต่อไป
ปัจจุบัน google ได้พัฒนาโปรแกรมออฟฟิศให้ใช้งาน Online ได้เกือบทั้งหมดแล้ว (รายละเอียดเพิ่มเติม)
อย่าลืมว่า Google เป็นองค์กรที่ใช้ Java ได้อย่างเซียน ดูอย่าง เทคโนโลยี Ajax ที่อยู่ใน Google map
(หรือใน Exteen นี้ก็ตาม)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผมพึ่งย้อนขึ้นไปดู เขียนมายาวมากเลย -_-' นี่ว่าจะเขียนถึงอินเตอร์เน็ตและ Os มือถืออย่าง Android ยังไม่ได้เขียนเลย เรื่องมันเยอะจริงๆ เอาไว้ยกหน้าละกัน แหะๆ ^-^'
ขอบคุณหลายๆภาพจาก wikipedia และจากหลายๆเว็บครับ