เมื่อวานซืนมั๊ง ถ้าจำไม่ผิด เห็นบล๊อคน้องคนนึงในชื่อ Entry โมนาลิซ่า ..
หลังจากคลิ๊กข้าไปอ่านพบว่าเป็นการ copy ข้อมูลมาจาก wikipedia มา Paste
แต่น้องก็เขียนอ้างอิงไว้ ทำให้นึกถึงสมัยเรียนขึ้นมา ..
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

Leonado da Vinci (1452-1519)
เชื่อว่าหลายๆคนจะมีคนตายที่สนิทกันอยู่บ้าง อย่าง Kurt Kobain บางทีก็ยังมีเสียงแว่วๆมาให้ได้ยิน ;P
ไหนจะปู่ Sigmund Freud ก็มีรูปจากปกหนังสือตั้งหราอยู่ในห้อง .. หนึ่งในคนตายที่คิดถึงบ่อยๆ
ก็คือปู่ทวดเลโอนาร์โด ดา วินชี่ ..

โมนาลิซ่า ภาพเขียนที่ถูกตีความไปต่างๆนาๆ ในบริบททางศิลปะแล้ว ภาพนี้มีคุณค่าหลายอย่าง
เช่นการใช้เทคนิคสฟูมาโต้ (การวาดภาพแบบเขียนฉากหลังให้มีระยะไกล โดยให้สีบางลงไปเรื่อยๆ
เหมือนมีอากาศแทรกอยู่) ซึ่งก่อนหน้านั้น ศิลปินมักจะวาดให้ทุกอย่างชัดเจน และเทคนิคการวาดภาพแบบ
เพอร์สเปกทีฟ (มีระยะเหมือนจริง) แม้ว่าเทคนิคทั้งสองนั้นไม่ได้ถูกใช้ครั้งแรกในงานของเลโอนาร์โด แต่เขา
ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านั้น มาอยู่ในงานได้อย่างโดดเด่นกว่าใคร
ภาพโมนาลิซ่า ไม่ได้เป็นสิ่งแรกที่จะทำให้นึกถึงเลโอนาโด ตามประวัติในวิกิ ซึ่งก็ตรงกับที่ร่ำเรียนมา
ภาพโมนาลิซ่า เป็นภาพสีน้ำมัน วาดในปี คศ. 1503 ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ สามารถอ่านรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ ใน วิกิพีเดียประวัติภาพโมนาลิซ่า
แต่ยังมีอีกหลายๆมุมที่น่าสนใจ ในเรื่องราวเหล่านี้
เลโอนาร์โดนั้น (ขอเรียกแต่ชื่อนะคุณทวด -_-') ในชีิวิตจริง แทบจะไม่ได้ทำงานชิ้นไหนสำเร็จเป็นชิ้น เป็นอันเลย ผลงานส่วนใหญ่ก็เป็นภาพสเก็ทซ์ แต่ทั้งนี้ ดาร์วินชี่มีสมองเป็นเลิศ ..

ว่ากันว่า ตอนที่เค้าเขียนจดหมายสมัครงานเข้าไปในวังนั้น ได้เขียนแนะนำความสามารถเอาไว้
ตั้งแต่วาดภาพ , เล่นดนตรี, วิศวกร สถาปนิก .. ฯลฯ ดูน่าหมั่นไส้นะครับ แต่ท่ามกลางยุคเรอเนซองค์
ยังมีความคิดเรื่องแม่มด .. เลโอนาร์โดกลับเป็นคนแรกของโลก ที่สนใจคิดประดิษฐ์เครื่องบินขึ้นมา
แน่นอน ก่อนสองพี่น้องตระกูลไรท์ .. แต่ทั้งนี้ผลงานของเขาก็ยังเป็นเพียงพิมพ์เขียวเช่นเดียวกับ
อีกหลายๆชิ้น .. เช่นระบบชลประทาน, ผังเมือง , รถถัง, ประตูเมืองแบบกลไก ฯลฯ

ภาพสเก็ทช์เครื่องบิน หนึ่งในหลายๆภาพ (ประมาณเฮลิคอปเตอร์)
เลโอนาร์โดนั้น เหมือนกับศิลปินหลายๆคนในยุคเรอนาซอง หรือก่อนหน้า ศิลปินทุกคนจะมี "สูตรลับ"
ของตัวเอง เช่นส่วนผสมของสี (ยังไม่ได้มีเป็นหลอดๆขาย) ส่วนผสมเหล่านี้ จะทำให้งานแตกต่าง
และโดดเด่น ดาร์วินชี่เป็นคนหนึ่ง ที่มักจะทดลองสูตรผสมต่างๆในสีของตน และในหลายๆครั้ง
มันกลับไม่ประสบความสำเร็จ นั่นทำให้ผลงานส่วนหนึ่งไม่คงทนพอจะหลงเหลือมาจนปัจจุบัน
การเขียนของเขา
หลังจากเวลาผ่านไป คนปัจจุบันได้พยายามแกะลายมือของเลโอนาร์โด เพื่อทำความเข้าใจในผลงาน
จนกระทั่งค้นพบว่า เขาเป็นคนเขียนหนังสือมือซ้าย และเขียนหนังสือกลับด้าน คือตั้งต้นเขียนจากขวา
ไปจนสุดกระดาษด้านซ้าย การจะอ่านลายมือของเขาเบื้องต้นจะต้องเอากระจกมานั่งส่อง เพื่อให้ได้
ข้อความเฉกเช่นปรกติ เหตุที่ต้องปกปิดสารที่ถูกเขียนก็หลายเรื่อง โดยเฉพาะการหวงความรู้ ซึ่งเป็นเรื่อง
ปรกติธรรมดา ในยุคนั้น
หนังสือ Antomy เล่มแรกของโลก
อยากให้ลองนึกภาพตามดูนะครับ ชายสองคนในคืนที่มืดสนิท .. คนหนึ่งเป็นศิลปินที่ใคร่จะรู้ทุกสัดส่วน
ของสรีระมนุษย์ ในขณะที่อีกคนหนึ่ง เป็นแพทย์ที่ต้องการศึกษาโครงสร้างภายในของมนุษย์ให้ถ่องแท้ที่สุด
สองคนนี้ มาอยู่ในยุคที่การชำแหละร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งต้องห้าม .. (แม้จะทำมาตั้งแต่ยุคอียิปต์แล้วก็ตาม)
ในยุโรปนั้นพึ่งจะผ่านยุดมืด หรือยุดกลางไปไม่นาน ความชื่อเรื่องแม่มดหมอผียังมีอยู่ แม้ว่ามันอาจมีนัยยะ
ทางการเมือง หรือศาสนาด้วยก็ตาม
ชายคนหนึ่งค่อยๆขุดศพขึ้นมาจากป่าช้า .. อีกคนหนึ่ง ก้มหน้าก้มตาวาดทุกชิ้นส่วนอย่างละเอียด
ศพแล้วศพเล่า .. หากในนาทีนั้น มีใครสักคนมาเห็นเข้า รับรองว่าชายทั้งสอง ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก
มนต์ดำสักอย่าง .. แต่วิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการร่วมมือกันครั้งสำคัญของ 2 ศาสตร์
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในภายหลัง .. คืนนั้นมีศพถูกขุดขึ้นมา 30 กว่าศพ ภาพนับพันถูกวาดเพียงข้ามคืน


การชำแหละกล้ามเนื้อ และวาดไว้อย่างละเอียด แม้กระทั่งทารก ที่อยู่ในครรภ์มารดา
อวัยวะแทบทุกชิ้นส่วนมนุษย์ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด จากการสำรวจมนุษย์ในค่ำคืนนั้น
ทำให้ดาร์วินชี่ค้นพบสูตรของสัดส่วนมนุษย์ขึ้นมา และปัจจุบัน ยังสามารถนำไปใช้เพื่ออ้างอิงได้อยู่
(แม้ว่าจะต้องถูกนำไปปรับตามสรีระของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธ์ แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นการวางแนวคิด
ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคะเนสัดส่วนมนุษย์)

หนึ่งในสองคนนั้นคือเลโอนาร์โด ส่วนนายแพทย์อีกท่านคือ ANDREAS VESALIUS (แอนเดรียส เวซาเรียส)
ซึ่งต่อมาได้แต่งหนังสือ DE HUMANI CORPORIS FABRICA และ ได้กลายเป็นหนังสืออนาโตมี่
เล่มแรกของโลก (1543) ในเวลาต่อมา

แม้แต่พันธุ์พืช เขาก็สเก็ทซ์เก็บเอาไว้อย่างละเอียด รวมทั้งพยายามหาคำอธิบายในบริบทที่เขารู้จัก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เลโอนาร์โดมาโด่งดังอีกครั้ง เมื่อผลงาน กลายมาเป็นจุดเดินเรื่อง ในนิยายของแดนบราวส์ และภาพยนตร์ ที่นำแสดงโดย ทอมแฮงค์ และอองเดร์ย เตอตู (ชอบเธอมาก ^-^') อย่างไรก็ดี นิยายเรื่องนี้ มองมุมของ
ความอัฉริยะของเขาในมุมการเมือง และพยายามหาสัญลักษณ์ต่างๆ จากภาพวาด (ที่ย่อมมีสัญลักษณ์
ทุกภาพในยุคนั้น) อย่างไรก็ดี ไม่มีใครบอกได้ถึงสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตีความนั้น .. เว้นแต่ เลโอนาร์โดเอง
ผลงานจากภาพสเก็ทซ์ บางส่วนที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง

แบบสะพานที่ใช้เพียงไม้วางประกบกันจนแข็งแรงในตัวเอง ไม้ต้องใช้วัสดุยึดติดใดๆ

ปืนยิงแบบรอบทิศทาง

ออกแบบกลไกป้องกันข้าศึกปีนกำแพงเข้ามา

รถลูกตุ้ม ใช้ระบบฟันเฟือง ล้อหมุนแกนลูกตุ้มก็หมุนไปฟาดข้าศึก
ลองนึกถึงลูกตุ้มหนามๆ -_-' บรึ๊ย



ออกแบบระบบปั๊มน้ำจากที่ต่ำ (ชลประทาน)
ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ครอบครองแบบพิมพ์เขียวงานออกแบบของเขาไว้
และกำลังทยอยผลิตผลงาน ตามสเก็ทซ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผลงานออกแบบของเขา
ได้สำเร็จอวดสายตาชาวโลก นอกเหนือจากกระดาษบางๆ ที่พกไว้ข้างกายมาตลอดชีวิต
*เพิ่มอีกนิด ปู่ทวดเลโอนาร์โดนั้น อยู่ในยุคเรอเนซองค์ ได้รับอิทธิพลผลงานจากบอลตีชิลี่ พอสมควร
และเมื่อเลโอนาร์โดแก่ตัวลง เขาก็ได้เจอกับอัฉริยะอีกคนในยุคหลัง นั่นคือ ไมเคิลแองเจลโล
ศิลปินในยุคนั้น จะทำงานภายใต้ระบบอุปถัมป์ คือมีเหล่าขุนนางคอยเลี้ยงเอาไว้ประดับบารมี (ยุคนี้ก็เป็น -_-')
ขุนนางบางตระกูล มีอิทพลขนาดมากกว่าพระราชา หรือผู้แทนศาสนาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะตระกูลเมดิชี่
ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้า ว่ากันว่า ระหว่างเลโอนาโด และไมเคิลแองเจลโลนั้น เคยถูกจับให้แข่งกันวาดภาพ
ที่โบถ์แห่งหนึ่ง ในผนังใกล้กัน เพื่อพิสูจน์ความสามารถ .. แต่ทั้งนี้ ปัจจุบันไม่หลงเหลือหลักฐานชิ้นนี้แล้ว
เนื่องจากโบถ์ได้ถูกทำลายไประหว่างสงคราม คงเหลือเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ..
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เขียนทีไร ยาวทุกที แต่สนุกดีเนาะ ^-^
ประวัติปู่ทวดแบบเป็นทางการ ดูเพิ่มได้ที่วิกิพีเดียครับ
*แก้ไขชื่อจาก ดาร์วินชี่ เป็นเรียกด้วย เลโอนาร์โด แทน จะได้ตรงตามวิกิครับ ^-^
ข้อมูลภาพผลงานหลายๆส่วน ดูเพิ่มได้ที่ http://www.leonardo3.net/
หลังจากคลิ๊กข้าไปอ่านพบว่าเป็นการ copy ข้อมูลมาจาก wikipedia มา Paste
แต่น้องก็เขียนอ้างอิงไว้ ทำให้นึกถึงสมัยเรียนขึ้นมา ..
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

Leonado da Vinci (1452-1519)
เชื่อว่าหลายๆคนจะมีคนตายที่สนิทกันอยู่บ้าง อย่าง Kurt Kobain บางทีก็ยังมีเสียงแว่วๆมาให้ได้ยิน ;P
ไหนจะปู่ Sigmund Freud ก็มีรูปจากปกหนังสือตั้งหราอยู่ในห้อง .. หนึ่งในคนตายที่คิดถึงบ่อยๆ
ก็คือปู่ทวดเลโอนาร์โด ดา วินชี่ ..

โมนาลิซ่า ภาพเขียนที่ถูกตีความไปต่างๆนาๆ ในบริบททางศิลปะแล้ว ภาพนี้มีคุณค่าหลายอย่าง
เช่นการใช้เทคนิคสฟูมาโต้ (การวาดภาพแบบเขียนฉากหลังให้มีระยะไกล โดยให้สีบางลงไปเรื่อยๆ
เหมือนมีอากาศแทรกอยู่) ซึ่งก่อนหน้านั้น ศิลปินมักจะวาดให้ทุกอย่างชัดเจน และเทคนิคการวาดภาพแบบ
เพอร์สเปกทีฟ (มีระยะเหมือนจริง) แม้ว่าเทคนิคทั้งสองนั้นไม่ได้ถูกใช้ครั้งแรกในงานของเลโอนาร์โด แต่เขา
ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านั้น มาอยู่ในงานได้อย่างโดดเด่นกว่าใคร
ภาพโมนาลิซ่า ไม่ได้เป็นสิ่งแรกที่จะทำให้นึกถึงเลโอนาโด ตามประวัติในวิกิ ซึ่งก็ตรงกับที่ร่ำเรียนมา
ภาพโมนาลิซ่า เป็นภาพสีน้ำมัน วาดในปี คศ. 1503 ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ สามารถอ่านรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ ใน วิกิพีเดียประวัติภาพโมนาลิซ่า
แต่ยังมีอีกหลายๆมุมที่น่าสนใจ ในเรื่องราวเหล่านี้
เลโอนาร์โดนั้น (ขอเรียกแต่ชื่อนะคุณทวด -_-') ในชีิวิตจริง แทบจะไม่ได้ทำงานชิ้นไหนสำเร็จเป็นชิ้น เป็นอันเลย ผลงานส่วนใหญ่ก็เป็นภาพสเก็ทซ์ แต่ทั้งนี้ ดาร์วินชี่มีสมองเป็นเลิศ ..

ว่ากันว่า ตอนที่เค้าเขียนจดหมายสมัครงานเข้าไปในวังนั้น ได้เขียนแนะนำความสามารถเอาไว้
ตั้งแต่วาดภาพ , เล่นดนตรี, วิศวกร สถาปนิก .. ฯลฯ ดูน่าหมั่นไส้นะครับ แต่ท่ามกลางยุคเรอเนซองค์
ยังมีความคิดเรื่องแม่มด .. เลโอนาร์โดกลับเป็นคนแรกของโลก ที่สนใจคิดประดิษฐ์เครื่องบินขึ้นมา
แน่นอน ก่อนสองพี่น้องตระกูลไรท์ .. แต่ทั้งนี้ผลงานของเขาก็ยังเป็นเพียงพิมพ์เขียวเช่นเดียวกับ
อีกหลายๆชิ้น .. เช่นระบบชลประทาน, ผังเมือง , รถถัง, ประตูเมืองแบบกลไก ฯลฯ

ภาพสเก็ทช์เครื่องบิน หนึ่งในหลายๆภาพ (ประมาณเฮลิคอปเตอร์)
เลโอนาร์โดนั้น เหมือนกับศิลปินหลายๆคนในยุคเรอนาซอง หรือก่อนหน้า ศิลปินทุกคนจะมี "สูตรลับ"
ของตัวเอง เช่นส่วนผสมของสี (ยังไม่ได้มีเป็นหลอดๆขาย) ส่วนผสมเหล่านี้ จะทำให้งานแตกต่าง
และโดดเด่น ดาร์วินชี่เป็นคนหนึ่ง ที่มักจะทดลองสูตรผสมต่างๆในสีของตน และในหลายๆครั้ง
มันกลับไม่ประสบความสำเร็จ นั่นทำให้ผลงานส่วนหนึ่งไม่คงทนพอจะหลงเหลือมาจนปัจจุบัน
การเขียนของเขา
หลังจากเวลาผ่านไป คนปัจจุบันได้พยายามแกะลายมือของเลโอนาร์โด เพื่อทำความเข้าใจในผลงาน
จนกระทั่งค้นพบว่า เขาเป็นคนเขียนหนังสือมือซ้าย และเขียนหนังสือกลับด้าน คือตั้งต้นเขียนจากขวา
ไปจนสุดกระดาษด้านซ้าย การจะอ่านลายมือของเขาเบื้องต้นจะต้องเอากระจกมานั่งส่อง เพื่อให้ได้
ข้อความเฉกเช่นปรกติ เหตุที่ต้องปกปิดสารที่ถูกเขียนก็หลายเรื่อง โดยเฉพาะการหวงความรู้ ซึ่งเป็นเรื่อง
ปรกติธรรมดา ในยุคนั้น
หนังสือ Antomy เล่มแรกของโลก
อยากให้ลองนึกภาพตามดูนะครับ ชายสองคนในคืนที่มืดสนิท .. คนหนึ่งเป็นศิลปินที่ใคร่จะรู้ทุกสัดส่วน
ของสรีระมนุษย์ ในขณะที่อีกคนหนึ่ง เป็นแพทย์ที่ต้องการศึกษาโครงสร้างภายในของมนุษย์ให้ถ่องแท้ที่สุด
สองคนนี้ มาอยู่ในยุคที่การชำแหละร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งต้องห้าม .. (แม้จะทำมาตั้งแต่ยุคอียิปต์แล้วก็ตาม)
ในยุโรปนั้นพึ่งจะผ่านยุดมืด หรือยุดกลางไปไม่นาน ความชื่อเรื่องแม่มดหมอผียังมีอยู่ แม้ว่ามันอาจมีนัยยะ
ทางการเมือง หรือศาสนาด้วยก็ตาม
ชายคนหนึ่งค่อยๆขุดศพขึ้นมาจากป่าช้า .. อีกคนหนึ่ง ก้มหน้าก้มตาวาดทุกชิ้นส่วนอย่างละเอียด
ศพแล้วศพเล่า .. หากในนาทีนั้น มีใครสักคนมาเห็นเข้า รับรองว่าชายทั้งสอง ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก
มนต์ดำสักอย่าง .. แต่วิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการร่วมมือกันครั้งสำคัญของ 2 ศาสตร์
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในภายหลัง .. คืนนั้นมีศพถูกขุดขึ้นมา 30 กว่าศพ ภาพนับพันถูกวาดเพียงข้ามคืน


การชำแหละกล้ามเนื้อ และวาดไว้อย่างละเอียด แม้กระทั่งทารก ที่อยู่ในครรภ์มารดา
อวัยวะแทบทุกชิ้นส่วนมนุษย์ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด จากการสำรวจมนุษย์ในค่ำคืนนั้น
ทำให้ดาร์วินชี่ค้นพบสูตรของสัดส่วนมนุษย์ขึ้นมา และปัจจุบัน ยังสามารถนำไปใช้เพื่ออ้างอิงได้อยู่
(แม้ว่าจะต้องถูกนำไปปรับตามสรีระของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธ์ แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นการวางแนวคิด
ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคะเนสัดส่วนมนุษย์)

หนึ่งในสองคนนั้นคือเลโอนาร์โด ส่วนนายแพทย์อีกท่านคือ ANDREAS VESALIUS (แอนเดรียส เวซาเรียส)
ซึ่งต่อมาได้แต่งหนังสือ DE HUMANI CORPORIS FABRICA และ ได้กลายเป็นหนังสืออนาโตมี่
เล่มแรกของโลก (1543) ในเวลาต่อมา

แม้แต่พันธุ์พืช เขาก็สเก็ทซ์เก็บเอาไว้อย่างละเอียด รวมทั้งพยายามหาคำอธิบายในบริบทที่เขารู้จัก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เลโอนาร์โดมาโด่งดังอีกครั้ง เมื่อผลงาน กลายมาเป็นจุดเดินเรื่อง ในนิยายของแดนบราวส์ และภาพยนตร์ ที่นำแสดงโดย ทอมแฮงค์ และอองเดร์ย เตอตู (ชอบเธอมาก ^-^') อย่างไรก็ดี นิยายเรื่องนี้ มองมุมของ
ความอัฉริยะของเขาในมุมการเมือง และพยายามหาสัญลักษณ์ต่างๆ จากภาพวาด (ที่ย่อมมีสัญลักษณ์
ทุกภาพในยุคนั้น) อย่างไรก็ดี ไม่มีใครบอกได้ถึงสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตีความนั้น .. เว้นแต่ เลโอนาร์โดเอง
ผลงานจากภาพสเก็ทซ์ บางส่วนที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง

แบบสะพานที่ใช้เพียงไม้วางประกบกันจนแข็งแรงในตัวเอง ไม้ต้องใช้วัสดุยึดติดใดๆ

ปืนยิงแบบรอบทิศทาง

ออกแบบกลไกป้องกันข้าศึกปีนกำแพงเข้ามา

รถลูกตุ้ม ใช้ระบบฟันเฟือง ล้อหมุนแกนลูกตุ้มก็หมุนไปฟาดข้าศึก
ลองนึกถึงลูกตุ้มหนามๆ -_-' บรึ๊ย



ออกแบบระบบปั๊มน้ำจากที่ต่ำ (ชลประทาน)
ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ครอบครองแบบพิมพ์เขียวงานออกแบบของเขาไว้
และกำลังทยอยผลิตผลงาน ตามสเก็ทซ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผลงานออกแบบของเขา
ได้สำเร็จอวดสายตาชาวโลก นอกเหนือจากกระดาษบางๆ ที่พกไว้ข้างกายมาตลอดชีวิต
*เพิ่มอีกนิด ปู่ทวดเลโอนาร์โดนั้น อยู่ในยุคเรอเนซองค์ ได้รับอิทธิพลผลงานจากบอลตีชิลี่ พอสมควร
และเมื่อเลโอนาร์โดแก่ตัวลง เขาก็ได้เจอกับอัฉริยะอีกคนในยุคหลัง นั่นคือ ไมเคิลแองเจลโล
ศิลปินในยุคนั้น จะทำงานภายใต้ระบบอุปถัมป์ คือมีเหล่าขุนนางคอยเลี้ยงเอาไว้ประดับบารมี (ยุคนี้ก็เป็น -_-')
ขุนนางบางตระกูล มีอิทพลขนาดมากกว่าพระราชา หรือผู้แทนศาสนาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะตระกูลเมดิชี่
ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้า ว่ากันว่า ระหว่างเลโอนาโด และไมเคิลแองเจลโลนั้น เคยถูกจับให้แข่งกันวาดภาพ
ที่โบถ์แห่งหนึ่ง ในผนังใกล้กัน เพื่อพิสูจน์ความสามารถ .. แต่ทั้งนี้ ปัจจุบันไม่หลงเหลือหลักฐานชิ้นนี้แล้ว
เนื่องจากโบถ์ได้ถูกทำลายไประหว่างสงคราม คงเหลือเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ..
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
เขียนทีไร ยาวทุกที แต่สนุกดีเนาะ ^-^
ประวัติปู่ทวดแบบเป็นทางการ ดูเพิ่มได้ที่วิกิพีเดียครับ
*แก้ไขชื่อจาก ดาร์วินชี่ เป็นเรียกด้วย เลโอนาร์โด แทน จะได้ตรงตามวิกิครับ ^-^
ข้อมูลภาพผลงานหลายๆส่วน ดูเพิ่มได้ที่ http://www.leonardo3.net/