ไมโครซอฟท์เตรียมถอดใจกับ Yahoo!
ความพยายามเข้าซื้อกิจการ Yahoo! ของไมโครซอฟท์อาจจะกำลังหมดลง เมื่อ Steve Ballmer เริ่มให้ข่าวว่าไมโครซอฟท์กำลังเตรียมเดินหน้าต่อไปโดยไม่มี Yahoo! เป็นเพื่อนร่วมทาง
Ballmer ระบุว่า Yahoo! ควรรับข้อเสนอของไมโครซอฟท์เพื่อร่วมกันไล่ตามหมายเลขหนึ่งอย่างกูเกิลโดยเร็ว และ Baller เองต้องการแน่ใจว่ากูเกิลจะมีคู่แข่งที่สูสีกัน และการรวมตัวกันนี้น่าจะทำให้ทั้งสองบริษัทขึ้นแท่นคู่แข่งสำคัญได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตามไมโครซอฟท์พร้อมจะเดินหน้าต่อไปตามลำพัง
วันเสาร์นี้จะถึงเส้นตายที่ไมโครซอฟท์วางไว้ว่าจะเดินหน้าซื้อ Yahoo! ต่อไปโดยไม่สนคำตอบรับของผู้บริหาร โดยไมโครซอฟท์ขู่ว่าจะเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้น Yahoo! เปลี่ยนทีมบริหารหากจำเป็น
ที่มา - ITWorld
ข่าว ภ.ไทยจาก Blognone
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ใครที่ได้ติดตามข่าวดีลนี้ คงพอจะทราบว่ามันหมายความว่าอย่างไรบ้าง
เรื่องของเรื่องก็คือ ไมโครซอฟต์ต้องการจะแข่งกับ GooGle ทำไมต้องกูเกิ้ล? ทำไมตอนมีแต่ YAHOO!
ไมโครซอฟต์ถึงไม่เห็นต้องการจะทำอะไรเลย แต่สำหรับกูเกิ้ล อะไรคือสิ่งที่ต่างออกไป
ย้อนกลับไปได้ถึง 2 ตอน ;P (การทำลายเน็ตสเคปของไมโครซอฟต์ , และ ซิลิคอนวัลเลย์ )
ก่อนหน้านี้ไมโครซอฟต์มองว่าอินเตอร์เน็ต เป็นได้เพียงช่องทางของข้อมูลข่าวสาร ทำไม ยักษ์ใหญ่ถึงขาดวิสัยทัศน์ได้ขนาดนั้น นั่นก็เพราะการเป็นเจ้าของโปรแกรมบราวส์เซอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก และการมีเงินถุงใหญ่อยู่ในกระเป๋า ดังนั้น จึงไม่ต้องดิ้นรนอะไรไปมากกว่านั่งรอให้คู่แข่ง ต่อสู้กันให้พอ แล้วเข้าไปช้อนตัก เมื่อโอกาสมาถึง .. เหมือนตอนที่ไมโครซอฟต์เริ่มมองเห็นช่องทางบางอย่างจากอินเตอร์เน็ต วิธีง่ายๆที่จะเป็นเจ้าตลาดในขณะนั้นก็คือ ซื้อ Hotmail แล้วสมาชิกทั้งหมดของ Hotmail ก็มาเป็นของไมโครซอฟต์!! ดีลง่ายๆ กลายเป็นผู้นำในตลาดผู้ให้บริการ e-mail
ก็แค่บังเอิญว่ากับกูเกิ้ล มันไม่สามารถเป็นแบบ เน็ตสเคป หรือ Hotmail ได้
กูเกิ้ลมีความแข่งแกร่ง นับแต่มันได้เริ่มก่อตั้ง เซอร์เกย์ บริน และ ลาร์รี่ เพจ พอใจจะให้ทุกอย่างเดินไปในเกมส์ของตน ซึ่งจริงๆแล้วทั้งคู่ไม่ได้ต้องการจะเป็นบริษัทมหาชนเลยด้วยซ้ำ ทั้งคู่ต้องการแค่เป็นบริษัทที่ไม่ถูกเหลียวมองด้วยสายตาของคู่แข่งรายใหญ่ๆ พวกเขาแค่ ต้องการทำบริษัท สร้างนวัตกรรม และค่อยๆเก็บกำไรก้อนโตไปโดยไม่อยากให้ใครเห็น .. แต่เงื่อนไข ของการใช้เงินจากบริษัทประเภทเวนเจอร์ แคปปิตอล (บริษัทร่วมเสี่ยงผู้ยอมให้เงินกับบริษัท ที่มีวิสัยทันศ์หรือนวัตกรรมที่น่าสนใจ) คือ อย่างน้อยก็ต้องทำกำไรกลับคืนสู่เจ้าของเม็ดเงิน ที่ยอมให้มัน
เรื่องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของกูเกิ้ลเล่าได้ไม่รู้จบ แนวคิดของทั้งคู่ค้านไปหมด แม้กระทั่งกับผู้ที่ต้องการถือหุ้นของบริษัทเอง ทั้งคู่ยอมไม่ได้ที่จะให้มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ๆ ส่งใครบางที่ที่ดูโง่เง่าเข้ามานั่งในบอร์ด เพื่อปลดผู้ก่อตั้งมัน หรือแม้แต่หากคู่แข่งจะมาซื้อหุ้น เพื่อสอดแนมบางอย่าง ภายในบริษัท และที่สำคัญคือ การเป็นบริษัทมหาชน ทำให้ทุกคนบนโลก จะได้รู้ว่ากู้เกิ้ลกำลังเก็บกำไรมหาศาล จากธุรกิจที่ทำอยู่
หนึ่งในเรื่องที่สำคัญก็คือบรินและเพจได้ชี้แจงกับผู้ที่ต้องการจะซื้อหุ้นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่มีผู้ถือหุ้นรายใด สามารถเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารของคนทั้ง 3 ได้ (ชมิดท์ คือ CEO ร่วมอีกคน ในทีมบริหารผู้มีอำนาจสูงสุดของกูเกิ้ล ซึ่งจะมีอยู่ 3 คน ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์การบริหารงานที่มี CEO 3 คนพอสมควร ว่าไม่น่าจะนำไปสู่ความสำเร็จได้ และกูเกิ้ลก็ทำให้เห็นแล้ว ด้วยกำไรก้อนโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี มีเรื่องติดตลกว่าหากต้องมีการยกมือให้กับเรื่องใดๆ ชมิดท์จะแพ้เสมอ -_-' )
ลารร์ลี่ , ชมิดท์ และ เซอร์เกย์ 3 ทหารเสือจริงๆ
กูเกิ้ลขายหุ้นไอพีโอ (การขายหุ้นครั้งแรก) ด้วยจำนวนเงิน 2,718,261,828 เหรียญ จำนวนเงินเท่ากับค่าของ 'e' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ และในครั้งถัดมามันได้ขายหุ้นเพิ่มอีก 14,159,265 หุ้น การระดมเงินในครั้งหลังนี้ จำนวนของมันคือตัวเลขแปดหลักแรก หลังจุดทศนิยมในค่าของ "ไพ" ( pi อัตราส่วนของเส้นรอบวงกับเส้นผ่าศูนย์กลาง = 3.14159265) การซ่อนมุขสนุกๆ แม้แต่ในเรื่องสำคัญๆแบบนี้ คือวัฒนธรรมของกู้เกิ้ลไปแล้ว
(เหมือนโปรแกรมเมอร์ที่ซ่อนไข่อีสเตอร์*ไว้ในโปรแกรมของตน) สิ่งที่ไมโครซอฟต์เกรงกลัว ไม่ใช่แค่ Search Engine ตัวหนึ่ง ที่ทีมวิศวกรของไมโครซอฟต์ไม่สามารถตามได้ทัน แต่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนหลายอย่าง ที่ทำให้บิล เกตส์นอนไม่หลับ นั่นก็คือ ปัญหาสมองไหลจากไมโครซอฟต์ สู่กูเกิ้ล ในระดับหนึ่ง วิศวกรจะต้องการมากกว่าสถานะทางการเงิน การได้แข่งขัน หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นสิ่งที่หายไปนานจากไมโครซอฟต์ การดึงบุคลากรไปมันหมายถึงความลับทางธุรกิจบางอย่าง นอกจากความสามารถและประสบการณ์ที่มีค่าแล้ว โดยเฉพาะเมื่อวินโดวส์ ยังไม่สามารถค้นหาไฟล์ใดๆในตัวมันเองได้ดีพอ และกูเกิ้ล สร้างสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการใน Google Desktop (โปรแกรมค้นหาไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล) การให้ฟรี ทำให้ผู้ใช้จำนวนมาก นำมันมาติดตั้งในวินโดวส์ ยิ่งตัวเลขดาวส์โหลดมากเท่าไร ก็ยิ่งฟ้องว่าการค้นหาของตัววินโดส์เองนั้นแย่เพียงไร
และแล้ว สิ่งที่ไมโครซอฟต์เกรงกลัวก็เกิดขึ้นเมื่อกูเกิ้ล เปิดตัว กูเกิ้ลแอป์ ( Google Apps ) ซึ่งเป็นศูนย์รวมการใช้งานโปรแกรมเอกสารออนไลน์ มันมีทั้งเอกสาร พรีเซนท์เทชั่น และตารางเอ็กเซล โดยที่ทุกอย่างนั้นสามารถใช้งานได้ออนไลน์ นั่นหมายความว่าไมโครซอฟต์ เดินเกมส์ตามหลังกูเกิ้ลไปอีกครั้ง และดูจะเป็นก้าวยาวๆ ที่ทิ้งช่วงห่างระหว่างนวัตกรรมที่ควรจะพึงมี ของกูเกิ้ล กับไมโครซอฟต์ออฟฟิศ สินค้าเดิมๆ ซึ่งเป็นรายได้หลักหลักของไมโครซอฟต์
สิ่งสำคัญของกูเกิ้ลคือ นวัตกรรม มันหมายถึงว่ากูเกิ้ลเป็นของจริง นอกจากบริการต่างๆมากมายแล้ว มันยังขยายตัวเพิ่มออกไปเรื่อยๆ แม้ในทิศทางที่มันไม่ถนัด นอกจากนั้น ไม่จำเป็นว่าทุกอย่างจะเป็นไปเพื่อธุรกิจ (แน่ล่ะ มันย่อมส่งผลดีต่อตัวมันเองด้วยเสมอ แต่ด้วยเจตนาที่ดูดีกว่ารายอื่นๆ นั้นทำให้มันดู "บริสุทธ์" กว่าคู่แข่ง)
และดูเหมือน คำตอบของการนอนไม่หลับของบิลเกตส์ กำลังจะถูกเปิดเผย เมื่อกูเกิ้ล กำลังจะปล่อย แอนดรอย์ OS บนมือถือ (คือระบบปฏิบัติการ ที่ทำให้เครื่องมือถือทำงานได้) อย่างเป็นทางการ เร็วๆนี้ ซึ่งมันเป็นตลาดที่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิอย่าง Symbian (ของโนเกีย) , Windows Mobile (ของไมโครซอฟต์) และ iPhone (ของ Apple) แต่อนดรอยด์นั้นฉลาดกว่า เพราะกูเกิ้ลไม่ได้ต้องการผลิตโทรศัพท์ขึ้นมาขายเอง กูเกิ้ลต้องการผลิต OS ซึ่งตอนนี้ HTC และ SAMSUNG ก็ได้เป็นหนึ่งในหลายๆบริษัทที่เซ็นสัญญาแล้วว่า เมื่อกูเกิ้ลทำเสร็จ พวกเขาจะนำมันไปติดตั้งในมือถือของตัวเอง และที่สำคัญ แอนดรอยด์นั้นใช้ จาวา เป็นหลัก และ คอนเซ็ปในการพัฒนา ก็อิงแพลตฟอร์มจาวา เท่ากับว่า iPhone ซึ่งไม่ได้รองรับจาวา ก็ต้องปรับ (เตรียมเฟริมแวร์ ที่รอรับจาวาออกมา) แต่ไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจาวา เพราะเป็นเทคโนโลยีของบริษัทคู่แข่ง (ซันไมโครซิสเต็มส์) จึงกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย หากฝันร้ายที่ใกล้จะเป็นจริง กำลังเดินทางมาถึง
(ต้นแบบแอนดรอย์ ซึ่งพัฒนาไปมากๆๆๆๆ แล้ว ^-^' รองรับทั้งจอทัชสกรีน และแบบปุ่มกด เรื่อง Design ก็คงแล้วแต่ละบริษัทที่ออกแบบเครื่อง แต่ข้างในเหมือนกัน หุๆ)
ทั้งหมดนี้ .. เป็นเพียงบางส่วน ที่พอจะอธิบายได้ว่า ทำไม ไมโครซอฟต์ จึงต้องการยาฮู แม้ว่ามันไม่ง่ายนัก (จริงๆแล้ว Yahoo มีสัมพันธ์อันดีกับกูเกิ้ล นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว เจอรรี่หยาง CEO ยาฮู ก็เป็นรุ่นพี่สแตนฟอร์ดของ พริน และเพจ คู่หูกูเกิ้ล) การออกมากดดันยาฮูนั้น เป็นสิ่งถนัดของไมโครซอลฟ์ เหมือนที่เคยทำมา ในธุรกิจนี้ .. อาจจะมีคำถามว่า แล้วทำไมกูเกิล้ ไม่ชิงซื้อยาฮู้ไปเลยล่ะ .. นั่นสิ -_-'
เรื่องมีอยู่ว่า สำคัญคือกฏหมายการผูกขาดตลาด ซึ่งเป็นกฏหมายที่น่ากลัวของธุรกิจดอทคอม โดยเฉพาะในยุโรป (ซึ่งไมโครซอฟต์โดนปรับไปหลักหมื่นล้านมาทีนึงแล้ว -_-' แต่ยังไม่จ่าย) หากกูเกิ้ล เข้าซื้อยาฮู้ มันจะกลายเป็น Search Engine ที่มี market share สูงที่สุดแบบไร้คู่แข่ง (เกินไป) เหมือนที่ไมโครซอฟต์ เคยทำใส่เน็ตสเคป ในการแจกซอตฟ์แวร์ IE ไปกับวินโดวส์ จนทำให้คู่แข่งรายเล็กๆตายกันหมด แล้วตลาดก็จะไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆออกมา ซึ่งมันนำไปสู่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เขียนมาได้ยังไงว่ะเนี่ย ยาวเปรื้อยเลย ...
แต่ว่า ก็ดีแล้ว จะได้จบๆไตรภาค .com ไปได้สักที 555
ขอโทษด้วยถ้าใครสนใจอ่านแต่ยาวไป .. -_-'
มันเริ่มมาจากแค่หมั่นเคี้ยวไมโครซอฟต์จริงๆ แต่ถามว่าถ้าไม่มีไมโครซอฟต์แล้วจะดีไหม ก็คงไม่ดี เพียงแต่คิดว่า อย่างไรก็ตาม การใช้เงินฟาดหัวเพื่อกำจัดคู่แข่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และในระดับหนึ่ง อยากจะเล่าเรื่องพวกนี้ ให้กับใครที่สนใจ ที่มาที่ไปแบบพอสนุก .. เอาล่ะ โล่งล่ะ .. ไปวาดสีน้ำต่อดีกว่า ^-^)/

ตอนนี้เลยติดค่ะ..นึกอะไรไม่ออกพิมพ์กูเกิ้ลก่อนเลย...