Painting

ภาพเขียนของศิลปินเอกหลายคน ถูกลดทอนและดัดแปลงมาวางไว้ข้างที่นอนเราโดยที่เราไม่รู้ตัว
ลองดูสิว่าที่ใกล้ตัวเรามีสิ่งเหล่านี้บ้างไหม?


ภาพกำเนิดวีนัสของ บอลติชิลี ("The Birth of Venus" by Sandro Botticelli. ปี 1482–1486)



กลายเป็น


คุณทวดบอลติชิลีน่าจะภูมิใจน่าดู ที่ผลงานถูกนำไปตีพิมพ์อยู่ข้างกล่อง Illustrator 10
และกระจายไปทั่วโลก อย่างไรก็ดี ภาพ key visual นี้ถูกเลิกใช้งานแล้วนับแต่ Series CS เป็นต้นมา

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภาพ The Creation of Adam โดย ไมเคิล แองเจลโล (The Creation of Adam by Michelangelo circa 1511)


กลายเป็น



ที่สองภาพนี้เกี่ยวเนื่องกันเพราะภาพ The Creation of Adam นัยยะหนึ่งมันหมายถึงการให้กำเนิด
มนุษย์คนแรก ตามพระคัมภีร์ไบเบิล เปรียบเสมือนการเริ่มต้นยุคใหม่ของอุปกรณทางด้านสื่อสาร ซึ่งโนเกีย
เป็นผู้นำตลาด (และเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาด ราวกับโนเกียเป็นผู้ให้กำเนิดการสื่อสารของทุกคนบนโลก)
ซึ่งตำแหน่งทางการตลาดเมื่อนำภาพนี้มาใช้เป็น marketing brand ของมือถือ ถือว่าค่อนข้างฉลาดทีเดียว

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภาพ The School of Athens โดยราฟาเอล (The School of Athens by Raffaello Sanzio, 1509)
ในภาพจะประกอบไปด้วยภาพนักคิดในยุคกรีก-โรมันมากมาย สองคนที่เดินอยู่กลางภาพใต้ประตูโค้งนั้น
คนซ้ายมือ (สวมชุดส้ม) คือเพลโต ส่วนคนขวามือ (สวมชุดสีฟ้า) คืออริสโตเติ้ล เป็นนักปราชญ นักคิดชื่อดัง
แห่งยุคเลยทีเดียว



กลายเป็น


ปกเทปวงกันแอนด์โรส Guns N' Roses - Use Your Illusion II (1991)
อัลบัมนี้มีเพลงดังที่ทุกวันนี้ผู้คนยังเปิดฟังอยู่เช่น "Don't Cry" (ออริจินัล) นับเป็นอัลบัมร๊อค
ที่ขายดีมากๆชุดนึงทีเดียว

จริงๆยังมีพวกสัญลักษณ์ยิบย่อย ที่มักถูกนำไปใช้บ่อยๆอีกมากมาย อย่างไรก็ดี การจะนำภาพของผู้อื่นไปใช้นั้น
ควรได้รับลิขสิทธิ์เจ้าของผลงานอย่างถูกต้องก่อนนะครับ โดยเฉพาะถ้านำไปใช้เพื่อการพานิชย์
และเกี่ยวกับความคุ้มครองนั้น งานทั่วๆไป ลิขสิทธิ์จะมีอยู่ตลอดอายุสร้างสรรค์ และจะมีต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ..

ลองสร้างงานดีๆฝากโลกนี้ไว้บ้างดีไหม .. ใครจะรู้ วันหนึ่งอาจจะกลายเป็นปกเทปที่ hot ที่สุดก็ได้ .. ;)

 

กิจกรรมปลูกต้นไม้ของ Exteen เลยทำให้อยากลองหาเรื่องอัพบล๊อคถี่ๆขึ้นดู ..
แต่วันนี้ท้องเสีย -_-') เอาเรื่องท้องเสียมาอัพดีไหม .. แหว่ะ


เมื่อวันเสาร์แวะไปเดินเล่นที่สวนกะฉึกกะฉักมา(สวนจตุจักร) ก่อนจะไปสวนรถไฟ
ไปเดินเจอรุ่นน้องมาทำร้านขายผลงาน ART .. หลายๆครั้งที่รู้ข่าว หรือเห็นเพื่อนๆน้องๆ ทำ ART
มันจะให้สงสัยในตัวเองทุกที .. ว่าการที่เรามานั่งทำงานอยู่หลังเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น
เป็นทางเลือกที่ถูกแล้วใช่ไหม? แต่ก็แค่คิด .. เพราะเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน
เราคงไม่สามารถเปรียบกันได้จริงๆหรอก

จริงๆถ้าเป็นช่วงที่งานเงียบๆ ผมก็จะให้เวลากับอย่างอื่นที่สนใจ เช่นเขียนโปรแกรม หรือไม่ก็เขียนรูป
ผมมักจะบอกอยู่เสมอ ว่าสองอย่างนี้คล้ายกัน .. แต่เราใช้ "อุปกรณ์" ต่างกัน อย่างหนึ่งคือคอมพิวเตอร์
อีกอย่างคือพู่กัน ;)


*ผมใช้สีหลายยี่ห้อปนกัน เพราะราคาค่อนข้างแพง แต่ละยี่ห้อ ราคาสีแต่ละสีก็ไม่เท่ากัน
ดังนั้นเราต้องใช้อย่างเขียมๆหน่อย (เขียม is mean "งก")


ปีที่แล้วผมไปสั่งร้านทำเฟรมผ้าใบเอาไว้ขนาด 40x40 cm สั่งไว้หลายอัน ยังวาดไม่หมดเลย
มีเวลาก็วาดๆ เขียนๆบ้าง แต่เนื่องจากการวาดลงเฟรมผ้าใบ ต้องใช้สีอะครีลิค (หรือสีน้ำมันตามแต่ถนัด)
ไม่ใช่งานวาดสีนำ ที่หยิบจับแค่แป๊บๆก็แล้วเสร็จ ไม่แน่ใจว่ารูปนี้เคยให้ดูไปแล้วหรือยัง ..


* สีอะครีลิค บนผ้าใบ ขนาด 40x40 cm.

ภาพต้นแบบ ก็คือภาพเด็กๆหลานๆระแวกบ้าน ที่ผมชอบไปเดินถ่ายรูปมาอวดกันนั่นเอง
ภาพนี้ดูๆแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ใครที่เคยจับๆสีอะครีลิคอยู่บ้าง คงพอจะรู้ ว่าความยากง่ายมันอยู่ที่ไหน
สีอะครีลิค เป็นสี "เกลี่ย" ยาก ..

การ "เกลี่ยสี" ก็คือการไล่น้ำหนักจากสีสองกลุ่มเข้าหากัน กรณีทีเป็นสีน้ำมัน สีจะมีความแห้งช้า
ทำให้เราค่อยๆเอาพู่กันระบายจากสีหนึ่ง เข้าหาสีหนึ่งเพื่อเกลี่ยน้ำหนักได้ไม่ยาก (สีน้ำมันใช้เวลาเป็นวัน
กว่าจะแห้งครับ ดังนั้นงานชิ้นหนึ่ง อาจจะต้องค่อยๆวาด และค่อยๆพักสีไปเรื่อยๆ ร่วมอาทิตย์กว่าจะเสร็จ)

แต่สีอะครีลิค จะมีคุณสมบัติ ที่ตรงกันข้าม นั่นคือ "แห้งเร็วโคตร" ครับ ;)
ดังนั้น เรา หากเราต้องการระบายสี A ให้เข้ากับสี C ด้วยวิธีคิดของสีอะครีลิค วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ให้ผสมสี B
ขั้นมาเป็นสีระหว่างกลางไปเลย จะง่ายกว่าเกลี่ยสี A มาหา C นั่นเอง (อธิบายเป็นสมการไปหน่อย แหะๆ)


*ถ้าดูใกล้ๆ สังเกตุว่างานจริงก็ไม่ได้เกลี่ยให้เรียบอะไร ส่วนหนึ่งเพราะผมชอบงานของแนว
อิมเพรชชั่นนิมส์ เป็นทุนเดิมแล้วด้วย (impressionism) งานกลุ่มนี้คืออาจจะป้ายๆ แล้วทิ้งฝีแปรงไว้
โดยไม่ให้ความสำคัญกับความเรียบร้อยมาก และที่สำคัญ คือการแทรกสี เช่นสังเกตุว่าพอดูใกล้ๆ
กลับมีสีอะไรไม่รู้มาแต้มๆ แทนที่จะระบายแต่สีเนื้อ


*ดูใกล้ๆ เรื่องจังหวะในการแทรกสี ผมก็ไม่รู้จะสอนกันยังไงดี -_-' คือบางคนก็ตั้งใจแทรก
ซะจนงานเลยพอดีไป การไม่แทรกสีไม่ใช่เรื่องผิด แต่การเล่นกับการแทรกสี มันจะมาจาการ
วาดจนเข้าใจจังหวะในระดับหนึ่ง

การสะกิดสีบางสีเข้าไป มันเหมือนการเพิ่มรสชาติ ให้อาหาร
มันไม่ใช่รสชาติหลักของอาหาร แต่มีไว้บ้างก็ทำให้อาหารอร่อยขึ้น


เฮ้อ .. สีน้ำก็เรื่องหนึ่ง สีอะครีลิคก็เรื่องหนึ่ง .. อธิบายยากเหมือนกันแฮะ ;P

ตอนแรกว่าจะเขียนเบาๆ แต่เขียนไปเขียนมา ก็กลัวว่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เลยจิ้มดีดเล่าไปเรื่อยๆ
แต่ก็นั่นแหล่ะสิ่งที่จะสอนเราได้ดีที่สุดก็คือการลงมือทำ โดยเฉพาะทักษะทางศิลปะ การทำ แล้วสังเกตุ
ดูผลของมันไปเรื่อยๆและจดจำ นั่นแหล่ะ จะเพิ่มเลเวลเราได้

จับจบซะเลย ฮ่าๆ ;)
มีหลานคนโตแถวนี้ กระซิบมาว่าอยากจะสกรีนเสื้อเล่นๆ
แต่เรื่องทำบล๊อคสกรีนก็วุ่นวาย แถมตอนสกรีนอุปกรณ์ก็แพง
สีเอย ยางปาดเอย ..


*ยางปาดคือยางที่ประกบแท่นไม้พอเหมาะมือ เอาไว้ปาดสีจากบล๊อคตอนสกรีน
(ตอนหนุ่มๆจำได้ราคาเซ็นละ 10 บาท แล้วสิบ-ยี่สิบเซ็น มันพอปาดที่ไหน ตอนนี้ไม่รู้เท่าไรแล้ว)

ก็เลยแนะนำไปว่า งั้นไปซื้อสีอะครีลิคมาเพนท์เสื้อดิ ..
แต่ถามไปตอบมาก็งงๆกันไปเปล่าๆ
เลยมาวาดเล่นๆให้ดูจริงๆกันเลยล่ะกันเด้อ

คุณสมบัติเบื้องต้นของสีอะครีลิค
1.หาซื้อง่าย
2.ราคาแพง -_-'
3.เก็บง่าย (เป็นหลอดบีบเท่าที่ใช้)
4.ใช้ง่าย แค่ละลายกับน้ำ
5.คงทน พอสีแห้งแล้วจะไม่ละลาย ไม่หลุดไม่ลอก*(หลุดได้บ้างตามเวลา แต่รวมๆแล้วคงทน)

เตรียมสี

ถ้าจะใช้แค่สีดำ ก็ซื้อแต่สีดำก็ได้ ประหยัด ส่วนราคานั้นคละกันไปตามแต่ละยี่ห้อ
มีตั้งแต่หลอดละไม่ถึงร้อย ไปถึงพันกว่าบาท -_-' (แยกเป็นเกรด student และ เกรด artist)
วิธีดูสีเบื้องต้นก็ดูเฉดสีที่ต้องการ (เช่นเขียวก็มีหลายเขียว เลือกตามเฉดที่ชอบ) และก็ลองเปิดฝาดู
ไม่ควรมีน้ำมันเยิ้มๆเยอะ คือมีบ้าง แต่ไม่ใช่เหลวมาเลย

สีที่มีตามตัวอย่างนี่เคยซื้อตอนวัยรุ่น บางสียี่ห้อที่ต้องการมันไม่มี ก็ต้องซื้อปนๆกันไป
ได้มาทั้งเหลวทั้งข้น .. วัยรุ่นเซ็ง -_-'

ปล.ยี่ห้อ "ศิลปากร" ก็ดีนะ สีแน่นดี แต่อาจจะมีเฉดสีไม่เยอะ หาซื้อได้ที่ ม.ศิลปากร หรือ B2S จ้า


*ปรกติคนใช้สีอะครีลิคจะไม่ใช้จานสี เพราะเวลาวาดเสร็จ สีจะแห้งล้างไม่ออก
มันก็จะกองทับถมกันไปเรื่อยๆ .. แบบเหียกสุดใช้ถุงก๊อบแก๊บสีขาวแทนก็ได้ ใช้เสร็จทิ้งเลย -_-'

ส่วนตัวใช้แฟ้มเก็บเอกสาร ผสมสีระบายข้างใน พอใช้เสร็จก็ประกบปิดฝาไป สะดวกเหมือนกัน

เริ่มร่าง ..
ร่างดินสอเบาๆ ถ้าระบายบนผ้าก็รีดซะหน่อย ทำให้เรียบ ปัดๆฝุ่นออกก่อน
(ตัวอย่างเป็นสมุด แต่ปกเป็นผ้าดิบจ้า อารมณ์คล้ายๆเสื้อ ไปอะแด๊บแต๊บๆเอาเองเน้อ)



พอสีที่รองพื้นแห้งก็ร่างใหม่เบาๆ จะได้มีรอยดินสอให้น้อยที่สุดในงาน
ตอนนี้หาแบบไว้ดูเปรียบเทียบสีก็ดี สีแนะนำให้บีบแต่น้อย เพราะแพง -_-'
เวลาใช้เหลือแล้วต้องปล่อยให้แข็ง บางทีมันก็เปลืองเน้อ



สีอะครีลิคต่างจากสีน้ำ คือทาทับเท่าไรก็ได้ที่ต้องการ ผลเสียคือเนื้อสีจะหนาขึ้น
ถ้าเพนท์บนเสื้อเนื้อสีหนาๆก็อาจจะทำให้ตอนซักมันแข็งๆ และเป็นรอยแตกได้ (เหมือนเสื้อที่สกรีนหนาๆ)
แต่โดยธรรมชาติ ระบายสัก 2-3 รอบก็ไม่ค่อยหนา (อยู่ที่สีที่ใช้ด้วย)

คุณสมบัติในการทาทับได้นั้นจะเหมือนสีน้ำมัน ทำให้ระบายสะดวก และกล้ามากขึ้น
สีอะครีลิคดีกว่าสีน้ำมันตรงที่ไม่เหม็น แต่จะเสียตรงที่จะแห้งเร็ว ทำให้เกลี่ยสียาก
*การเกลี่ยสีคือการระบายให้สีที่แตกต่างกันอย่างน้อยสองสีขึ้นไปค่อยๆผสมเข้าหากันอย่างนุ่มนวล

สีน้ำมันนั้นบ้างครั้ง 2 วันก็ยังไม่แห้ง (ขึ้นอยู่กับการผสมลีนสีด<ตัวกลางที่ใช้ทำละลาย)

สีอะครีลิคนั้นแห้งเร็ว ตอนทำไม่ต้องตกใจ ค่อยๆทำ ค่อยๆคุมไป
ถ้าทำผิดก็รอให้แห้ง แล้วระบายใหม่เท่านั้นเอง



เสร็จแล้ว ..
และแล้ว ยิ้มละไม ก็ได้สินค้าใหม่เอาไว้จำหน่าย 55
เอาไว้วาดเพิ่มหลายๆแบบ แล้วเอาเข้าเว็บไว้ขายต่อไป



ปล.สิ่งที่ต้องดูคือ สีนั้นมีคุณสมบัติ "ทึบแสง" และ "โปร่งแสง" เช่น
ถ้าเอาสีขาวโปร่งแสง ไประบายสีดำทึบแสง สีที่ได้แทบจะเป็นสีดำเช่นเดิม
แต่ถ้าขาวเป็นทึบแสง ระบายในดำ(ไม่ว่าทึบหรือโปร่ง) ก็จะได้สีเทาจ้า
ส่วนวิธีตรวจสอบนั้นคือ .. "ลองเอง" 55

นานๆระบายสีอะครีลิคที ก็สนุกดีนะ ^_^
แต่มันยุ่งยากกว่าสีน้ำ ก็เลยไม่ค่อยได้วาดนั่นเอง
ใครจะจำได้ ว่าเคยวาดรูปไปแล้วกี่รูป?
แน่ล่ะ คงไม่มีใครจำได้ ..


แต่เราก็คงมีภาพส่วนตัวบางภาพ .. ที่ปักหมุดเอาไว้กับเวลาบางช่วงของชีวิต
ที่พอเห็นแล้ว ความทรงจำของช่วงเวลานั้น ก็พร้อมจะไหลบ่าออกมาให้ระลึกถึง



^ ภาพวาดสีน้ำมัน ขนาด 90 x 120 cm. วาดตอนอายุ 19 กำลังเอาะๆ ไฟแรงๆ


^ มุมเดียวกันกับภาพวาด เมื่อเวลาผ่านไปร่วมสิบปี

สมัยเรียนที่ช่างศิลป์ฯลาดกระบัง .. ต้องนั่งรถไฟไปเรียน ทุกๆวันมีเรื่องราวสนุกไม่ซ้ำวัน
นั่งรถไฟจากสถานีมักกะสัน ค่ารถไปลงสถานีลาดกระบังเพียง 6 บาท
ตั๋วรถไฟเป็นแบบสีส้มๆ เล็กๆ มีแก๊บแมนเดินตรวจตั๋ว (แก๊บแมน คือพนักงานรถไฟ
ที่จะเดินตรวจตั๋วผู้โดยสาร พร้อมกับที่แก๊บตั๋วอันนึง แล้วทำเสียงแก๊บๆ ตลอดเวลา)

นักเรียนบางคนจะโชว์เก๋า ไม่ซื้อตั๋ว บ้างนั่งนิ่งๆ บ้างก็หลบในห้องน้ำ .. กับค่าตั๋วแค่ 6 บาท
บางคนหนีแก๊บแมน เอาชีวิตไปเสี่ยง โดดลงรถไปทั้งๆที่รถวิ่งอยู่ก็มี -_-'

เวลานั่งรถไปเรียนตอนเช้า ถ้าตกรถขบวนนึง ก็ยังมีอีกขบวนไล่ๆกัน .. ตั้งแต่หกโมง
ไล่ไปถึง 7 โมง แต่ถ้าสายกว่านั้น ก็จะสายไปเลย (เพราะจำนวนรถไฟไม่ได้ถี่เหมือนรถเมล์)
ใครตื่นสาย ก็คือความซวยของชีวิต ความเสี่ยงในการ มส. (ไม่มีสิทธ์สอบ) จึงสูง
แต่ส่วนใหญ่ เราก็จะแกล้งกัน .. ใครนอนหลับบนรถ เราจะไม่ปลุก .. ปล่อยให้มันนั่งเลยป้ายไปซะงั้น

แต่รถไฟ ไม่เหมือนรถเมล์ .. การเลยป้ายไปนิดหน่อย รึสึกตัวทีก็เป็นปราจีนบุรี -_-'
ที่มักจะมาตื่นเอาสถานีนี้เพราะที่นี่แม่ค้าจะขนผักขนปลากันเสียงดัง ใครหลับมาตื่นที่นี่กันหมด
ตอนเช็กชื่อ .. เพื่อนๆก็จะนั่งขำ ป่านนี้ไอ่พวกที่เลย คงจะได้กลิ่นปลาช่อนที่ปราจีนกันถ้วนหน้า

เสาร์อาทิตย์ เด็กโรงเรียนนี้ก็จะไปโรงเรียนกัน

ไปนั่งวาดรูป ไปวาดรูปแข่งกัน (แข่งกันโดยไม่รู้ตัว) ที่โรงเรียน จะมีระบบ ได้ A ติดบอร์ด
(คล้ายๆ Hot Post ใน Exteen) การได้ติดบอร์ด ถือเป็นเรื่องเท่ห์โคตร .. บอร์ดสีน้ำของปีหนึ่ง
ถ้าได้ติดบอร์ด จะเป็นที่รู้จักของสาวๆ และพี่ๆปีโตๆจะมาดูหน้า เก็งชื่อว่าเด็กในบอร์ด
จะไปเอ็นติดที่ไหน เป็นวัฒนธรรมของสถาบัน ที่สนุก .. ดังนั้น เวลาเรียนเท่ากัน โอกาสเท่ากัน
ทุกคนจึงแข่งขันกันทั้งกับตัวเอง และเพื่อนๆ โดยไม่รู้ตัว ..

ครั้งแรกที่ได้ติดบอร์ด .. ตื่นเต้นโคตร .. มีเพื่อนๆมาแซว ..
แอบตื่นเต้นว่าสาวที่แอบชอบจะเห็นชื่อเราไหม
แต่ในบอร์ดเดียวกัน เราก็จะเห็นงานอื่น ที่เรารู้สึกว่า "ดีกว่า" งานเรา ให้เราต้องพัฒนา

หลังจากติดบอร์ดแล้ว .. การรักษาพื้นที่ในบอร์ดไว้ ให้มีงานเราสม่ำเสมอ ก็ยากไม่แพ้กัน
ดังนั้น แต่ละคนจึงเริ่มหา "สไตล์" สีน้ำ ของตัวเอง เพื่อให้งานโดดเด่น และแตกต่าง
พอวาดเยอะๆ .. แต่ละคนเริ่มจับทางได้ .. อาจารย์ เริ่มจับทางได้


เรารู้ขนาดที่ว่า ถ้าเพื่อนคนหนึ่ง แอบช่วยเพื่อนอีกคนวาด เราจะดูกันออกได้เลย
เช่นว่า ภาพกล้วยหวีเดียวกัน มีลูกนึง เจือกออกมาสวยกว่าลูกอื่น ไอ่ลูกนี้ มีรุ่นพี่มาวาดให้แน่ๆ
แถมระบุได้เลยว่าเป็นพี่คนไหนวาด เพราะรูปแบบการใช้สีและน้ำ ที่เป็นเอกลักษณ์นั่นเอง

แต่สีน้ำ ก็เป็นแค่วิชาหนึ่ง .. ในการเรียน เรายังต้องมีการใช้ สีน้ำมันฯ สีอะครีลิค
การวาดเส้น และอื่นๆอีกมากมาย .. ตอนปลายเทอมของปี 2 ปวช. (ราว ม.5)
มีวิชาหนึ่ง ที่ต้องส่งผลงาน ที่ต้องวาดจริงๆ (คือวาดลงเฟรม และใช้สีน้ำมัน ซึ่งราคาแพง
สำหรับสถานะ นักศึกษา) แต่ละคน ก็พยายามหาแบบสวยๆ บางคนเจาะจงแบบยากๆ
เพื่อโชว์พาวเดอร์เวอร์ ภาพสีน้ำมันด้านบน .. ผมเดินหาแบบจากตึกในซอย ใกล้บ้าน

เป็นช่วงเวลาที่สนุก .. เรานั่งวาดใกล้กันกับเพื่อน ได้เห็นพัฒนาการผลงานของคนอื่น
เราก็จะยิ่งอยากทำของเราให้ดี อยากวาดสวยๆ ไปอวดอาจารย์ ไปอวดเพื่อนๆ
ผมจำไม่ได้แล้ว .. ว่าผลงานได้คะแนนเท่าไร .. แต่ภาพวาดชิ้นนี้ ปัจจุบันแขวนหราอยู่ที่บ้าน
ผ่านเวลามาร่วมสิบปี ..

ผมเดินเล่นในซอยละแวกบ้าน .. หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ทั้งสถานที่ และผู้คน
มุมเล็กๆมุมหนึ่ง ที่ผมจำได้ .. มันเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่มุมนี้ใความทรงจำของผม
ยังคงชัดเจน ยังเหมือนเดิมและพร้อมจะหวนให้ระลึกถึง .. ตลอดเวลา

หลังๆนี่ว่าจะหันเห .. นอกใจสีน้ำ หาเรื่องอื่นๆมาเขียนบ้าง .. เล็งๆไว้เรื่อง Drawing หรือการวาดเส้น
เรื่องง่ายๆ ที่คนหัดวาดรูปมักจะไม่ชอบ .. อาจจะเพราะมันดูง่าย หรือตรงไป ถ้าฝีมือไม่ดีมันจะเห็น
จุดสังเกตุได้ง่าย เพราะบางทีงานลงสีก็มีลูกฟลุ๊คให้ดูสวยได้ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องอื่นๆนอกจากสีน้ำ
ก็มีอะไรน่าสนใจเยอะ และสีน้ำก็ไม่ใช่ปลายทางของคนวาดรูปเท่าไร เป็นเหมือน "ระหว่างทาง"
เพราะถ้าวาดสีน้ำได้ ก็เป็นพื้นที่ดีไปสู่สีอื่นๆได้ง่าย .. โดยเฉพาะสี "อะครีลิค" ซึ่งใช้ทักษะใกล้เคียงกัน

เลยหาภาพสีอะครีลิคของตัวเองมาให้ดูซะหน่อย เป็นภาพวาดไว้สองปีได้แล้วมั๊งเนี่ย .. แต่ก็พอดูได้อยู่

*ใช้เจ้านี่เป็นแบบ แมวสลิดประจำซอย
(ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงแมว .. แต่ก็ชอบมีแมวมาทำตัวตีสนิทเนียนๆให้คิดว่าเราเป็นเจ้าของ)
*จับถ่ายทำ Postcard ไปทีนึงแล้วเจ้าตัวนี้

บางเวลาก็เอามาเป็นแบบวาดรูปซะบ้าง ..แต่ไม่ได้เลี้ยงนะ ไม่ได้รักด้วย เกลียดมันสุดๆไปเลย
เกลียดขนาดเอามาใช้วาดไปหลายภาพเลย


*ภาพวาดสีอะครีลิค บนผ้าใบขนาด 40x40 cm.
ภาพนี้ตอนวาดตั้งใจจะใช้สีออกแนวเว่อร์ๆ คือสีไม่ต้องเหมือนจริงแต่ดูเป็นของจริง (งงก็ช่วยไม่ได้นะ งงด้วย)
เช่นตรงพื้นก็จะแทรกสีเหลือง สีส้ม ชมพู ครีม แดง ฯลฯ เยอะมาก แต่มันไม่ได้เป็นไปเพื่อสีของตัวเอง
มันแค่ประสานกันเป็นบรรยากาศ รวมๆพื้นก็ยังคงออกมาแนวสีขาว ประมาณนั้น


*รายละเอียดในภาพ ดอกกระจู้ฮุกอะไรสักอย่าง -_-' < ถ่ายมาวาดอย่างเดียว ไม่เคยรู้จักเล๊ย!!
จังหวะดอกมันสวยดี แต่จริงๆภาพออกมาแข็งไปนิด จำได้ว่าไม่ได้จับสีอะครีลิคมานาน
แต่ช่วงนั้นว่าง เลยขุดฝีมือ แก้จังหวะของแสงและเงาไปหลายรอบเเชียว


*รายละเอียดภาพเจ้าแมวเหมียว ..

จริงๆการให้สีแนวๆแทรกสีแบบนี้ผมยังไม่ค่อยถนัด สังเกตุว่าเราจะไม่ใช้สีดำทำเงาตรงๆ
ประมาณว่า เล่นแทรกสีดู ซึ่งถ้าเอาแนวคิดของ impressionism มาดูจะเห็นว่าเค้าแทบไม่แตะสีดำกันเลย
เพราะเค้าเชื่อว่าสีดำไม่มีอยู่จริง! เหตุเพราะสีต่างๆเกิดจากการผสมกัน แม้แต่ในความมืดมันก็มีสีซ่อนอยู่
(โดยอิงทฤษฏีสี เช่นแสงเหลืองเงาม่วง - ตรงข้ามกัน) แต่ไม่ใช่มากางหนังสือแม่สีวาดนะ แบบนั้นจะได้
สี "เสร่อ" -_-' คือสีที่แทรกมาโดยไม่มีที่มา ที่ไป มันจะทำให้ภาพดูโลว์คลาสไปในทันทีเช่นกัน

การแทรกสีนั้น เราต้องดูสภาพแวดล้อมในภาพ ความกลมกลืน (Harmony)
และบริบทเชิงสีอื่นๆ .. ถ้าเอาสีที่ไม่มีที่มาที่ไปเข้าไปแต้ม .. มันจะเกินพอดี


*อิมเพรสชั่นนิมส์ เป็นกลุ่มศิลปินที่วาดรูปตามแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับสี เพราะยุคนั้นเป็นช่วงที่วิทยาศาสตร์
เริ่มอธิบายหลายๆอย่างเกี่ยวกับแสง และสีได้มากขึ้น เริ่มมีกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพ ศิลปินแนวนี้ก็เช่น
แวนโกะห์ , มาเน่ห์, โมเน่ห์ , เรอนัวส์, ทูลูส ฯลฯ ผมเรียกชื่อห้วนๆนะ พอดีสนิทกัน -_-' แต่ในแนวคิด
ของอิมเพรสชั่นนิมส์ ก็ยังแตกต่างกันไป เช่น แวนโก๊ะห์ จะมีความรุนแรง การแสดงออกเชิงอารมณ์ในภาพ
มากกว่า เราจะก็จะเรียกว่า Post impressionism เป็นต้น เอาพอคร่าๆวนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นหนังสือเรียน 55

** บรรณานุกรมจาก entry เ่ก่าๆของผู้เขียน เรื่องแม่สี และ การเลือกเฟรมผ้าใบสำหรับวาดภาพ